เพื่อให้การจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
ทางโรงเรียนโชคชัย
จึงจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับนโยบายจัดการศึกษาตามแนวข้อกำหนดของชาติเป็นสำคัญ
โดยเน้นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการผู้เรียนทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์
และจิตใจ สังคม และสติปัญญาควบคู่กันไป โดยเน้นการจัดกิจกรรมตามความสนใจของเด็ก
และความพร้อมที่เป็นไปตามวัย ซึ่งกิจกรรมที่เน้นแบ่งเป็น 6 หลักสำคัญคือ
 |
1. |
กิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์ |
| |
2. |
กิจกรรมเคลื่อนไหว
|
| |
3. |
กิจกรรมกลางแจ้ง
|
| |
4. |
กิจกรรมสร้างสรรค์
|
| |
5. |
กิจกรรมเสรี
|
| |
6. |
กิจกรรมเกมการศึกษา
|
ทั้งนี้ทางโรงเรียนโชคชัย
ได้จัดการเรียนการสอนเป็น 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรสามัญ
และหลักสูตรเน้นภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน(เปิดสอนเฉพาะสาขาลาดพร้าว และรังสิต)
ซึ่งทั้งสองหลักสูตรมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมือนกัน คือ
ผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ยกเว้นหลักสูตรเน้นภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน
จะเน้นการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยเปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 2 และ อนุบาล
3
| หลักสูตรการเรียนการสอน
ระดับก่อนประถมศึกษา |
โรงเรียนโชคชัย
จัดหลักสูตรการเรียนการสอนระดับก่อนประถมศึกษา หรือระดับอนุบาลศึกษาขึ้น
โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้แนวบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนให้เหมาะสมกับสภาพของชุมชน
และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
(Child-Centered) โดยมีขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษาของ
โรงเรียนโชคชัย ดังต่อไปนี้
| แนวการเรียนการสอนในระดับก่อนประถมศึกษา |
การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ (Integrated Instruction) หมายถึง
การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์และศิลป์ รวมทั้งเนื้อหาวิชาต่าง ๆ
ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสานเข้าด้วยกัน
เพื่อให้เกิดความรู้และความหมายหลากหลาย
และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน
การเรียนการสอนจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียนรู้ ตรงกับความต้องการ ความสนใจ
และความถนัดของตนเอง มีโอกาสแสดงออกอย่างอิสระแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น
การทำงานเป็นกลุ่มโดยการใช้สิ่งต่าง ๆจากสภาพแวดล้อมจริง
เป็นกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้นักเรียนมีความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q)
เพื่อพัฒนาให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุขตามสภาพความเป็นอยู่
รักและภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายการจัดการศึกษาของชาติเป็นสำคัญ
กลุ่มโรงเรียนโชคชัยในระดับอนุบาลศึกษา
จัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
โดยยึดความสำคัญสูงสุดในกระบวนการปฎิรูปการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองมีพัฒนาการ
ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสังคมและด้านสติปัญญา
และรู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต
โดยมีการจัดระบบการเรียนรู้ดังนี้
 |
1. |
จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้เรียน |
| |
2. |
ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ
|
| |
3. |
จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้รู้จากประสบการณ์จริงโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง
5
|
| |
4. |
มีการคิดวิเคราะห์ด้านเหตุผล และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ตามวัย
|
| |
5. |
จัดกิจกรรมการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง
ๆอย่างได้สัดส่วนที่สมดุลกัน
|
| |
6. |
ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ตาม การทำงานเป็นกลุ่มโดยใช้กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม ดังนี้
 |
6.1 |
กิจกรรมเคลื่อนไหว
|
| |
6.2 |
กิจกรรมเสริมประสบการณ์
|
| |
6.3 |
กิจกรรมสร้างสรรค์
|
| |
6.4 |
กิจกรรมเสรี
|
| |
6.5 |
กิจกรรมแกมการศึกษา
|
| |
6.6 |
กิจกรรมกลางแจ้ง
|
|
| |
7. |
จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการสอน
อำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
|
| |
8. |
จัดการเรียนให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่โดยใช้แนวการเรียนรู้แบบพหุปัญญาสอดแทรกในกิจกรรมทุกหน่วยการเรียน |
| |
9. |
คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อพัฒนาการผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ
|
| |
10. |
เสริมการเรียนรู้ด้วยภาษาจีน
|
| |
11. |
จัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ โดยครูต่างชาติเจ้าของภาษา
|
| |
12. |
สำหรับหลักสูตรจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ หรือสองภาษา
ทางโรงเรียนจัดการเรียนการสอน คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 50 : 50 ระหว่างภาษาอังกฤษ
และภาษาไทยควบคู่กันไป
|
| ปรัชญาการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ |

กระทรวงศึกษาธิการ
ได้กำหนดหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540 โดยมีปรัชญาการจัดการศึกษา
และการอบรมเลี้ยงดูเด็กบนพื้นฐานที่สนองความต้องการของเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี
ที่ต้องการความรัก ความอบอุ่น
ความเข้าใจและความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญาอย่างสมดุลต่อเนื่องไปพร้อมกันทุกด้าน ประสบการณ์ต่าง ๆ
ที่จัดให้จะเป็นประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย
เหมาะสมกับวัยความแตกต่างระหว่างบุคคลและบทบาทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่
ทั้งนี้เป็นไปเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และความสุขกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างบ้าน สถานศึกษา และชุมชน
เพื่อพัฒนาให้เด็กได้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าต่อไป
| หลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540
อายุ 3-6 ปี
|
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ
3-6 ปี เป็นการจัดในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาแก่เด็กทุกด้าน
ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญาตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคลเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
 |
1. |
เป็นการศึกษาให้ครอบคลุมเด็ก ที่มีอายุระหว่าง 3-6 ปี
|
| |
2. |
เป็นการพัฒนาเด็กโดยยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา
|
| |
3. |
เป็นการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญาผ่านกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ
และความแตกต่างระหว่างบุคคล
|
| |
4. |
เป็นการจัดประสบการณ์ที่ให้เด็กสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ
และมีความสุข
|
| |
5. |
เป็นการพัฒนาเด็กโดยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
|
| |
6. |
เป็นการพัฒนาเด็กโดยให้ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วม
|
เพื่อให้เด็กอายุ
3-6 ปี มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และคุณลักษณะตามวัยดังต่อไปนี้
 |
1. |
มีสุขภาพดี เจริญเติบโตตามวัย
และพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสม
|
| |
2. |
ใช้กล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน
|
| |
3. |
ร่าเริง แจ่มใส และความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
|
| |
4. |
มีคุณธรรม และจริยธรรม มีวินัยในตนเอง และมีความรับผิดชอบ
|
| |
5. |
ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับสภาพ และวัย
|
| |
6. |
อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและเป็นสมาชิกที่ดีต่อสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์เป็นประมุข
|
| |
7. |
รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมในท้องถิ่น และความเป็นไทย
|
| |
8. |
ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
|
| |
9. |
มีความสามารถในการคิด การแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัยย
และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
|
| |
10. |
มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
|
เพื่อให้การจัดประสบการณ์และกิจกรรมบรรลุตามจุดมุ่งหมายจึงกำหนดแนวทางการจัดประสบการณ์ดังนี้
 |
1. |
ส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กโดยองค์รวมอย่างต่อเนื่อง
|
| |
2. |
จัดให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
|
| |
3. |
ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง สนองความต้องการ ความสนใจ
ความแตกต่างระหว่างบุคคล และเปิดโอกาสให้เด็กริเริ่มกิจกรรมของตนเอง
โดยครูเป็นผู้สนุบสนุนอำนวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก
|
| |
4. |
จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และมีบรรยากาศที่อบอุ่น
เพื่อให้เด็กมีความสุข
|
| |
5. |
จัดกิจกรรมในรูปแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงพัฒนาการทุกด้าน
|
| |
6. |
จัดประสบการณ์ตรงให้เด็กเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีโอกาสสังเกต
สำรวจ เล่น ค้นคว้า ทดลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง
|
| |
7. |
จัดให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ กับวัตถุสิ่งของ กับ เด็ก และ เด็ก
กับผู้ใหญ่
|
| |
8. |
จัดให้มีความสมดุล มีทั้งกิจกรรมให้เด็กริเริ่ม และ ครูริเริ่ม
กิจกรรมในห้องเรียน และนอกห้องเรียนกิจกรรมที่ต้องเคลือนไหวและสงบ
|
| |
9. |
จัดให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ที่หลากหลายทั้งรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่
|
| |
10. |
จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าผลผลิต
|
| |
11. |
จัดให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมท้องถิ่น
และเอื้อต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
|
| |
12. |
จัดกิจกรรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อส่วนรวม
รักธรรมชาติ และรักท้องถิ่น
|
| |
13. |
จัดให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ
และบอกผลการปฏิบัติกิจกรรมของตนเอง และผู้อื่นได้
|
| |
14. |
จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์
|
| |
15. |
เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก
|
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ
3-6 ปี จะไม่จัดเป็นรายวิชา แต่จัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น
เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดจากการเรียนรู้ได้พัฒนาทั้งร่างกาย อารามณ์
จิตใจ สังคม และสติปัญญา
การเลือกกิจกรรมที่นำมาจัดในแต่ละวันจึงต้องครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้คือ
 |
1. |
การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่
เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่ การเคลื่อไหว
และความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ
จึงควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม
เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี ฯลฯ
|
| |
2. |
การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก
เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ
และตา จึงจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส เล่นเกมส์ต่อภาพ
ฝึกช่วยตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม ใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร
พู่กัน ดินเหนียว ฯลฯ |
| |
3. |
การส่งเสริมสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ได้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ รอบตัว
อาจจัดกิจกรรมโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ ใช้การเคลื่อไหว และจังหวะตามจินตนาการ
ให้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ อย่างอิสระตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก
เล่นบทบาทสมมติในมุมเล่นต่างๆ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นไม้บล็อกฯลฯ
|
| |
4. |
การพัฒนาการคิด เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอด สังเกต จำแนก
เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับเหตุการณ์ แก้ปัญหา
จึงจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เชิญวิทยากรจากภายนอกมาพูดคุยกับเด็ก ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทดลอง ทัศนศึกษา
ประกอบอาหาร หรือจัดให้เด็กได้เล่นเกมส์การศึกษาที่เหมาะสมกับวัยอย่างหลากหลาย
ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและในการทำกิจกรรมทั้งที่เป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่
หรือรายบุคคล |
| |
5. |
การส่งเสริมให้เด็กได้เลือก และตัดสินใจ
เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือกเล่น หรือทำกิจกรรมอย่างเสรีตามความสนใจ
และความต้องการของตนเอง จึงจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นตามมุมประสบการณ์
หรือศูนย์การเรียนต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกห้องเรียน
|
| |
6. |
จัดการประเมินอย่างเป็นระบบ
มีการวางแผนการเลือกใช้เครื่องมือและการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
|
นอกจากนี้
โรงเรียนโชคชัยยังจัดกิจกรรมเสริมพิเศษ อาทิ คอมพิวเตอร์ ดนตรี ว่ายน้ำ นาฎศิลป์
ให้นักเรียนระดับก่อนประถมศึกษา โดยบรรจุอยู่ในหลักสูตรและตารางสอนประจำสัปดาห์
การวัดผล
 |
1. |
การบ้านประจำวัน
(จำนวนขึ้นอยู่กับความพร้อมของนักเรียนในแต่ละระดับชั้น และส่วนบุคคล)
โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวน และฝึกหัดความรับผิดชอบ |
| |
2. |
การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ตามหน่วยการเรียน โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อสังเกตพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา
|
| |
3. |
การวัดผลด้านความรู้ ความเข้าใจตามหน่วยการเรียนรู้
|
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมทางด้านวิชาการของนักเรียน
การประเมินผล
 |
1. |
การบ้านประจำวัน
คุณครูจะตรวจการบ้านเพื่อดูความเข้าใจและความตั้งใจในการทำการบ้าน
พร้อมอธิบายเพิ่มเติมในจุดที่นักเรียนไม่เข้าใจ
|
| |
2. |
การสังเกตพฤติกรรม คุณครูจะจดบันทึกพัฒนาการนักเรียน
โดยเป็นการบรรยายพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียน
และประเมินพัฒนาการโดยใช้ระดับคุณภาพ
|
| |
3. |
การวัดผล คุณครูจะมีแบบเตรียมความพร้อมตามรายวิชา (คณิตศาสตร์ ภาษาไทย อังกฤษ
เชาวน์) โดยประเมินผลออกมาเป็นเกรด (4 3 2 1) โดยแบ่งเป็นพุทธิพิสัยร้อยละ 30
และจิตพิสัยร้อยละ 70 การประเมินผลปลายภาค หรือปลายปี
ประเมินเก็บสะสมเช่นเดียวกับการประเมินระหว่างเรียน โดยเก็บสะสมในรูปของคะแนน
แบ่งสัดส่วนคะแนนสะสม และคะแนนทดสอบในอัตราสวน 70:30
จากนั้นจึงนำคะแนนทั้งสองมารวมกันเป็น 100 คะแนน โดยใช้เกณฑ์ในการตัดสินผลการเรียน
ดังนี้
| คะแนน 80-100 |
ได้ระดับผลการเรียน |
4 |
| คะแนน 70-79 |
ได้ระดับผลการเรียน |
3 |
| คะแนน 60-69 |
ได้ระดับผลการเรียน |
2 |
| คะแนน 50-59 |
ได้ระดับผลการเรียน |
1 |
| คะแนน ต่ำกว่า 50 |
ได้ระดับผลการเรียน |
0 |
|
การประเมินผลกลางภาคและปลายภาค
จัดดำเนินการในแบบเดียวกันจากนั้นนำคะแนนของแต่ละวิชามารวมแล้วคิดเป็นคะแนน ร้อยละ
(จะไม่มีการจัดลำดับที่ในการสอบแต่ละครั้ง เพื่อเน้นศักยภาพของนักเรียนรายบุคคล
มิใช่เป็นการเปรียบเทียบ)
 |
1. |
รายงานพัฒนาการการเรียนรู้ตามหน่วยการเรียน เดือนละ 1
ครั้ง
(เทอมละ 4 ครั้ง)
|
| |
2. |
รายงานพัฒนาการด้านความรู้ ความเข้าใจ (สอบกลางภาค)
|
| |
3. |
สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน (สมุดพก) ส่งให้ผู้ปกครองเทอมละครั้ง
|
หมายเหตุ
พุทธิพิสัย
หมายถึง การเรียนรู้ในวิชาการต่างๆ
ที่ผู้เรียนจะต้องอาศัยความสามารถของสมองเป็นที่ตั้งของการคิด วิเคราะห์
ทำความเข้าใจ รวมทั้งจดจำ เช่น การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
การทำความเข้าใจในการอ่าน การเขียนเรียงความ และการคิดประดิษฐ์สิ่งของใหญ่
วิธีการที่ครูผู้สอนใช้ในการวัดผลพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ การทำแบบฝึกหัด
การทำแบบทดสอบ การสังเกต พฤติกรรมผลงานด้านการเรียน
จิตพิสัย
หมายถึง คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ หรือความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
สิ่งนั้นอาจเป็นความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำ รูปร่างลักษณะของบุคคล
วัตถุสิ่งของ ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนมีพัฒนาการ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมต่างๆ
เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองดี สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
วิธีที่ครูผู้สอนใช้ในการวัดผลพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ได้แก่
การสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนในขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ การสัมภาษณ์
เป็นเครื่องมือที่ครูผู้สอนพัฒนาขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ตอบสะท้อนความรู้สึก
ความคิดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นต้น